ประวัติวัดพนัญเชิงเริ่มก่อนมีกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ บันทึกว่าสร้างหลวงพ่อโตเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สถาปนากรุง 26 ปี ส่วนตัววัดไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครสร้าง
สรุปข้อมูลวัดพนัญเชิงวรวิหาร
|
เรื่อง |
ข้อมูล |
|---|---|
|
ชื่อเต็ม |
วัดพนัญเชิงวรวิหาร (Wat Phanan Choeng Worawihan) |
|
ที่ตั้ง |
ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา ริมน้ำทางใต้นอกเกาะเมือง |
|
ประเภทวัด |
พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร มหานิกาย |
|
สร้างสมัย |
ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏผู้สร้าง |
|
หลวงพ่อโต |
สร้าง พ.ศ. 1867 ตามพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ |
|
ขนาดองค์พระ |
หน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร |
|
ชื่อองค์พระ |
พระพุทธไตรรัตนนายก ชาวจีนเรียกซำปอกง |
|
สิ่งที่ควรชม |
วิหารหลวง พระอุโบสถ ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก วิหารเซียน ศาลาการเปรียญ |
|
เวลาเปิด |
08.00 ถึง 17.00 น. ตามเว็บท่องเที่ยวจังหวัด ควรตรวจกับวัดก่อนไป |
ประวัติวัดพนัญเชิงวรวิหาร ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา
วัดพนัญเชิงมีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา และไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ที่เล่ากันว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งสร้างและพระราชทานนามว่า "วัดเจ้าพระนางเชิง" มาจากพงศาวดารเหนือ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเชิงตำนาน
หลักฐานที่ระบุปีได้อยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เขียนไว้ว่า "จุลศักราช 686 ชวดศก แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าเจ้าพแนงเชิง" ตรงกับ พ.ศ. 1867 บรรทัดถัดมาคือการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในจุลศักราช 712 หรือ พ.ศ. 1893 ห่างกัน 26 ปี บางหน้าเว็บพิมพ์ปีสร้างองค์พระเป็น 1868 หรือ 1887 ซึ่งไม่ตรงกับข้อความในพงศาวดาร
ส่วนคำถามว่าวัดพนัญเชิงเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในอยุธยาหรือไม่ ตอบได้แค่ว่าเป็นวัดที่มีบันทึกว่าอยู่มาก่อนตั้งกรุง ยังไม่มีแหล่งใดยืนยันว่าเก่ากว่าทุกวัดในจังหวัด
สมัยรัตนโกสินทร์ วัดมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร สังกัดมหานิกาย กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอน 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
ที่มาของชื่อพนัญเชิง
ชื่อเดิมในพงศาวดารคือ "พแนงเชิง" คำนี้แปลว่านั่งขัดสมาธิ วัดพนัญเชิงจึงหมายถึงวัดของพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ คือหลวงพ่อโต คำอธิบายนี้วิกิพีเดียไทยอ้างจากประวัติที่ทางวัดเผยแพร่
อีกคำอธิบายหนึ่งโยงกับตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก ว่าพระนางนั่งขัดสมาธิตอนสิ้นพระชนม์ จึงเรียกวัดตามนั้น
ตำนานพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก
ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากมาจากพงศาวดารเหนือ เล่าว่าพระเจ้ากรุงจีนได้บุตรบุญธรรมจากจั่นหมาก ตั้งชื่อว่านางสร้อยดอกหมาก โหรทำนายว่าจะได้คู่กับกษัตริย์กรุงไทย พระเจ้ากรุงจีนจึงมีพระราชสาส์นมาถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง และพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จลงเรือไปรับถึงเมืองจีน
เมื่อกลับมาถึงปากน้ำหน้าวัด พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จเข้าพระนครไปก่อน แล้วให้เสนาอำมาตย์มาเชิญพระนางแทน พระนางน้อยพระทัยไม่ยอมขึ้นจากเรือ รุ่งขึ้นพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จมารับเองและตรัสหยอกว่าถ้าไม่อยากขึ้นก็อยู่ที่นี่ พระนางเข้าพระทัยว่าตรัสจริง จึงกลั้นพระทัยสิ้นพระชนม์บนเรือ
พระเจ้าสายน้ำผึ้งโปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพที่แหลมบางกะจะ แล้วสถาปนาที่ตรงนั้นเป็นพระอาราม เรื่องนี้เป็นตำนาน ไม่มีหลักฐานอื่นรองรับ และศักราชในพงศาวดารเหนือเองก็ไม่ลงรอยกับพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ
ประวัติหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง พระพุทธไตรรัตนนายก
หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ศิลปะอู่ทอง ประดิษฐานในวิหารหลวง และเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา พงศาวดารเรียกว่า "พระเจ้าพแนงเชิง" ชาวอยุธยาเรียกหลวงพ่อโตหรือพระโต
ขนาดองค์พระที่อ้างกันมากที่สุดคือหน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร ตามเว็บจังหวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด กรมศิลปากรเขียนว่าหน้าตักกว้าง 14 เมตรเศษ สูง 19 เมตร บางแหล่งมีตัวเลขหน้าตัก 20 เมตรเศษปนอยู่ด้วย ซึ่งไม่ตรงกับแหล่งส่วนใหญ่
ชื่อพระพุทธไตรรัตนนายกเป็นนามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานหลังโปรดให้บูรณะใหม่ทั้งองค์
ตำนานหลวงพ่อโตที่เล่ากันมากที่สุดอยู่ในคำให้การชาวกรุงเก่า ว่าก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 พระปฏิมากรใหญ่ที่วัดพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหล
ชื่อซำปอกงที่ชาวจีนเรียกหลวงพ่อโต
ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนเรียกหลวงพ่อโตว่าซำปอกง หรือเจ้าพ่อซำปอกง กรมศิลปากรอธิบายว่าคำนี้แปลว่า "รัตนตรัย" ส่วนเว็บท่องเที่ยวของจังหวัดอธิบายว่าซำปอกงเป็นที่นับถือในฐานะผู้คุ้มครองการเดินทางในทะเล คนค้าขายและคนเดินทางไกลจึงนิยมมาไหว้
วัดพนัญเชิงก่อนบูรณะและการซ่อมหลวงพ่อโตแต่ละครั้ง
หลวงพ่อโตที่เห็นวันนี้ผ่านการซ่อมมาหลายรอบ องค์พระเสียหายช่วงเสียกรุง และรัชกาลที่ 4 โปรดให้บูรณะใหม่ทั้งองค์ ลำดับการซ่อมนี้มาจากข้อมูลกรมศิลปากร
|
สมัย |
เหตุการณ์ |
|---|---|
|
อยุธยา |
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงซ่อมครั้งหนึ่ง และมีพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อมาซ่อมอีก |
|
รัชกาลที่ 1 |
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปฏิสังขรณ์ |
|
รัชกาลที่ 4 |
บูรณะใหม่ทั้งองค์ แล้วพระราชทานนามพระพุทธไตรรัตนนายก |
|
รัชกาลที่ 5 |
พ.ศ. 2444 ไฟไหม้ผ้าห่มองค์พระ ชำรุดหลายแห่ง บูรณะใหม่ พ.ศ. 2445 |
|
รัชกาลที่ 9 |
ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง |
ปีที่รัชกาลที่ 4 บูรณะมีสองข้อมูล สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดและวิกิพีเดียไทยระบุ พ.ศ. 2394 กรมศิลปากรระบุปลาย พ.ศ. 2397
ตัววิหารหลวงสร้างคลุมองค์พระในภายหลัง ส่วนวิหารเซียนเคยมีจิตรกรรมฝาผนังครบ 4 ด้าน แต่ถูกโบกปูนทับตอนปฏิสังขรณ์ ภาพเดิมจึงไม่เหลือให้เห็น
จุดเด่นของวัดพนัญเชิง สิ่งที่ควรชมในวัด
จุดเด่นของวัดพนัญเชิงคือหลวงพ่อโตในวิหารหลวง รองลงมาคือพระพุทธรูป 3 องค์ในพระอุโบสถ และศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากริมน้ำ
- วิหารหลวง: ที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ผนังทั้ง 4 ด้านเจาะช่องบรรจุพระพุทธรูปองค์เล็กที่เรียกว่าพระงั่ง เว็บจังหวัดระบุว่ามี 84,000 องค์เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ เสาเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์สีแดง
- พระอุโบสถ: มีพระพุทธรูป 3 องค์ พระทองสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก องค์กลางเป็นพระปูนปั้นสมัยอยุธยา กว้าง 4 ศอก สูง 5 ศอก และพระนากสมัยสุโขทัย สีออกแดง กว้าง 3 ศอก สูง 5 ศอก
- วิหารเซียน: อาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าวิหารหลวง
- ศาลาการเปรียญ: เรือนไม้สักทรงไทย สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 4 มีภาพพุทธประวัติ ปัจจุบันใช้ทำบุญเลี้ยงพระ
พระทองกับพระนากเดิมถูกพอกปูนจนดูเหมือนพระปูนปั้น มาพบเนื้อในเมื่อปูนกะเทาะออก สันนิษฐานกันว่าคนสมัยก่อนเสียกรุงพอกปูนไว้เพื่อกันข้าศึกเผาลอกเอาทอง
ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากอยู่นอกเขตวิหารและพระอุโบสถ หันหน้าไปทางทิศเหนือริมแม่น้ำ เป็นเก๋งจีนก่ออิฐถือปูน 2 หลังเชื่อมกัน หลังหน้าชั้นเดียวประดิษฐานพระพุทธไตรรัตนนายกจำลอง หลังในมี 2 ชั้น ชั้นบนประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ชั้นล่างมีรูปเทพเจ้ากวนอู
กรมศิลปากรบันทึกว่าชาวจีนเรียกเจ้าแม่ว่า "จู๊แซเนี้ย" วิกิพีเดียไทยให้อีกชื่อว่าศาลเจ้าแม่แอเนี้ย และระบุว่าป้ายหน้าศาลเขียนว่าเปยเหนียง คนมาไหว้มักขอเรื่องความรักและขอบุตร วัดมีงานงิ้วเดือน 9 ที่เกี่ยวกับศาลนี้ด้วย
ประเพณีห่มผ้าหลวงพ่อโต
การถวายผ้าห่มหลวงพ่อโตเป็นการทำบุญที่คนมาวัดพนัญเชิงนิยมทำ ไทยรัฐรายงานว่าทางวัดจัดพิธีเป็นรอบ นำผ้าจีวรผืนใหญ่ขึ้นห่มองค์พระ คนที่ร่วมถวายเชื่อกันว่าเป็นการเสริมบารมี
trueid รายงานว่าวัดมีงานสรงน้ำและเปลี่ยนผ้าห่มผืนใหม่ให้องค์พระช่วงประมาณเดือนเมษายนของทุกปี ผ้าผืนเก่าที่ห่มมาตลอดปีจะฉีกเป็นชิ้นเล็กแจกให้คนนำไปบูชา ข้อมูลสองเรื่องนี้มาจากสื่อ ยังไม่พบประกาศของวัดเอง รอบพิธีและวันงานของแต่ละปีจึงควรถามวัดก่อนไป
ไฟไหม้ผ้าห่มองค์พระใน พ.ศ. 2444 ทำให้องค์พระชำรุดจนต้องบูรณะในปีถัดมา
เวลาเปิดและการเดินทางไปวัดพนัญเชิง
วัดพนัญเชิงเปิดให้เข้านมัสการ 08.00 ถึง 17.00 น. ตามเว็บท่องเที่ยวของจังหวัด วันงานประจำปีและเทศกาลเวลาอาจต่างไป ควรตรวจกับวัดก่อนไป
วัดอยู่ทางใต้นอกเกาะเมือง ห่างจากตัวเมืองราว 5 กิโลเมตร เว็บจังหวัดระบุว่าอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ส่วนกรมศิลปากรระบุว่าอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อตำบลก็มีสองแบบ หน่วยงานจังหวัดใช้ตำบลคลองสวนพลู กรมศิลปากรและวิกิพีเดียไทยใช้ตำบลกะมัง ค้นแผนที่ด้วยชื่อวัดจะตรงกว่า
ทางที่จำง่ายคือไปจากวัดใหญ่ชัยมงคล ออกจากวัดแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปราว 1 กิโลเมตร วัดพนัญเชิงอยู่ขวามือ สองวัดนี้ไปต่อกันได้ อ่านประวัติวัดใหญ่ชัยมงคลไว้ก่อนได้ ถ้าจะเข้าเกาะเมืองต่อ มีวัดมหาธาตุ อยุธยาอีกแห่ง และเส้นทางทั้งวันดูได้จากบทความทำบุญ 9 วัด อยุธยา
ต้องส่งพวงหรีดไปงานศพ สั่งพวงหรีดส่งด่วนถึงวัดหรือสอบถามทาง LINEได้




