บทความจากศาลาหรีด

ประวัติวัดหน้าพระเมรุ อยุธยา วัดที่ไม่ถูกเผาตอนเสียกรุง กับพระประธานทรงเครื่อง

ประวัติวัดหน้าพระเมรุ อยุธยา วัดที่ไม่ถูกเผาตอนเสียกรุง กับพระประธานทรงเครื่อง

วัดหน้าพระเมรุ หรือวัดหน้าพระเมรุราชิการาม เป็นพระอารามหลวงที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษา อยู่ริมคลองสระบัว นอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศเหนือ ตรงข้ามพระราชวังโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครสร้าง มีแต่ตำนานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2046 วัดนี้ไม่ถูกเผาเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระอุโบสถกับพระประธานทรงเครื่องสมัยอยุธยาจึงยังอยู่ครบ

สรุปข้อมูลวัดหน้าพระเมรุ

เรื่อง

ข้อมูล

ชื่อเต็ม

วัดหน้าพระเมรุราชิการาม ชื่อเดิมคือวัดพระเมรุราชิการาม

ประเภท

พระอารามหลวง มีพระสงฆ์จำพรรษา

ผู้สร้าง

ไม่ปรากฏหลักฐาน ตำนานว่าพระองค์อินทร์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2046

บูรณะครั้งใหญ่

สมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระยาไชยวิชิต (เผือก)

พระประธาน

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย สูง 6 เมตร

พระพุทธรูปสำคัญอีกองค์

พระคันธารราฐ พระพุทธรูปศิลาเขียวสมัยทวารวดี ประทับห้อยพระบาท อยู่ในวิหารน้อย

ที่ตั้ง

ริมคลองสระบัว ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา ตรงข้ามพระราชวังโบราณ

ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

พ.ศ. 2478

เวลาเปิดและค่าเข้าชม

เช็กกับวัดก่อนไป

สรุปวัดหน้าพระเมรุ อยุธยา วัดที่ไม่ถูกเผาตอนเสียกรุง พระอุโบสถหน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ พระประธานทรงเครื่อง และพระคันธารราฐ

ประวัติวัดหน้าพระเมรุ ใครสร้างและสร้างสมัยไหน

วัดหน้าพระเมรุไม่มีหลักฐานว่าใครสร้างและสร้างเมื่อไร มีแต่ตำนานว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สร้างเมื่อ พ.ศ. 2046 และให้ชื่อว่าวัดพระเมรุราชิการาม เว็บภาษาอังกฤษบางแห่ง เช่น ayutthaya-history.com ลงปีนี้ (ค.ศ. 1503) เป็นปีสร้างไปเลย

ชื่อวัดทำให้สันนิษฐานกันว่า วัดสร้างตรงที่เคยตั้งพระเมรุถวายพระเพลิงพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในสมัยอยุธยาตอนต้น ข้อนี้ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันเช่นกัน

ศิลปวัฒนธรรมเขียนว่าวัดน่าจะมีมาก่อน พ.ศ. 2106 ซึ่งเป็นปีที่ชื่อวัดปรากฏในพระราชพงศาวดาร และอาจเก่ากว่าสมัยอยุธยาถ้าถือตามพงศาวดารเหนือ วิกิพีเดียชี้ไปที่ใบเสมาหินชนวนรอบพระอุโบสถ ซึ่งเป็นแบบที่จัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น

วัดหน้าพระเมรุในพงศาวดาร ศึกบุเรงนองและศึกอลองพญา

วัดหน้าพระเมรุปรากฏในพระราชพงศาวดารครั้งแรกในศึกพระเจ้าบุเรงนอง ราว พ.ศ. 2106 และปรากฏอีกครั้งในศึกพระเจ้าอลองพญา พ.ศ. 2303 วัดอยู่คนละฝั่งคลองกับพระราชวังหลวง

  1. ราว พ.ศ. 2106 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้ตั้งพลับพลาระหว่างวัดพระเมรุราชิการามกับวัดหัสดาวาส เป็นที่เจรจาสงบศึกกับพระเจ้าบุเรงนอง กรุงศรีอยุธยายอมมอบช้างเผือก 4 เชือกและส่งตัวประกันให้หงสาวดี
  2. พ.ศ. 2303 ทัพพระเจ้าอลองพญาล้อมกรุง นำปืนใหญ่มาตั้งที่วัดหน้าพระเมรุ ยิงข้ามไปยังพระราชวังหลวง ไม่นานทัพพม่าก็ถอยกลับ และพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ระหว่างทางแถบเมืองตาก

เรื่องที่เล่ากันมากคือปืนใหญ่ระเบิดถูกพระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บสาหัสที่วัดนี้ วิกิพีเดียและบทความในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา (พ.ศ. 2563) เขียนไว้อย่างนั้น ส่วน ayutthaya-history.com ซึ่งไล่อ่านพระราชพงศาวดารหลายฉบับ เขียนว่าบางฉบับลงว่าพระเจ้าอลองพญาประชวร ฉบับพระราชหัตถเลขาลงว่าบาดเจ็บจากปืนใหญ่ระเบิด แต่ไม่มีฉบับไหนบอกว่าเหตุเกิดที่วัดหน้าพระเมรุ

เว็บเดียวกันยกพงศาวดารอีกตอนหนึ่งว่า พ.ศ. 2113 ทัพพระยาละแวกจากกัมพูชาที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา นำช้างราว 30 เชือกมาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการามด้วย

เหตุที่วัดหน้าพระเมรุไม่ถูกเผาตอนเสียกรุง

คำอธิบายที่พบมากที่สุดคือ ทัพพม่าใช้วัดหน้าพระเมรุเป็นที่ตั้งทัพเมื่อล้อมกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุง พ.ศ. 2310 วัดจึงไม่ถูกเผา วิกิพีเดีย ผู้จัดการออนไลน์ และแนวหน้าเขียนตรงกัน แนวหน้าระบุว่าเป็นทัพหลวงสมัยพระเจ้ามังระ และตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่าพม่าไม่ได้เผาทุกวัด

หลายแหล่งเขียนว่าวัดหน้าพระเมรุเป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกทำลาย วิกิพีเดียภาษาอังกฤษเขียนว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่วัด

ศิลปวัฒนธรรมเล่าตำนานว่าวัดรอดเพราะมียันต์โสฬสมงคล แผ่นศิลาจำหลักยันต์ที่อยู่หน้าพระอุโบสถ ส่วนไทยโพสต์เขียนว่าเชื่อกันว่าพระประธานของวัดทำให้ข้าศึกเกรงกลัวไม่เข้ามาทำลาย

หลังเสียกรุง วัดถูกทิ้งร้างไปนาน จนสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงเก่า บูรณะวัดขึ้นใหม่ราว พ.ศ. 2378 ถึง 2381 และทำจารึกเล่าการบูรณะไว้ 3 แผ่น ayutthaya-history.com ลงว่ามีการบูรณะอีกใน พ.ศ. 2457 และ 2500 กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนวัดเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478

วิกิพีเดียยกนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ ตอนที่จอดเรือค้างคืนหน้าท่าวัดพระเมรุ คืนนั้นมีงานฉลองผ้าป่า มีโคมไฟและขับเสภา แล้วกลางดึกมีโจรขึ้นมาล้วงของในเรือ

พระอุโบสถและหน้าบันวัดหน้าพระเมรุ

พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุเป็นอาคารแบบอยุธยาหลังใหญ่ ผนังขาว หลังคาซ้อนกันสามชั้น มีมุขยื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิดทอง รูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุมองจากด้านข้าง เห็นหลังคากระเบื้องดินเผาซ้อนชั้น มุขหน้า หน้าบันปิดทอง และเสาพาไลเรียงตลอดแนวผนัง

หน้าบันด้านหน้าเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค ครุฑเหยียบอยู่บนเศียรราหู รอบข้างเป็นเทวดา 26 องค์ วิกิพีเดียนับเทวดาบนหน้าบันด้านหลังได้อีก 22 องค์ และอธิบายว่ารูปพระนารายณ์ทรงครุฑมักใช้กับอาคารที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะ

ข้างในมีเสาแปดเหลี่ยมต้นใหญ่สองแถวรับหลังคา หัวเสาทำเป็นรูปดอกบัว เพดานเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก ผนังไม่มีหน้าต่าง เจาะเป็นช่องลูกกรงให้แสงกับลมเข้าแทน

วิกิพีเดียภาษาอังกฤษลงขนาดพระอุโบสถไว้ราว 50 x 16 เมตร หันหน้าไปทางทิศใต้ ศิลปวัฒนธรรมสันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้เดิมอาจเป็นวิหารมาก่อน เพราะขนาดใหญ่และสมัยอยุธยาตอนต้นนิยมสร้างวิหารเป็นประธานของวัด

ผนังด้านในเคยมีจิตรกรรม แต่ถูกทาสีขาวทับไปเมื่อซ่อมอาคารในภายหลัง ayutthaya-history.com เขียนว่าเป็นภาพพระสงฆ์ 80 รูป

พระประธานวัดหน้าพระเมรุ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีฯ

พระประธานวัดหน้าพระเมรุมีนามเต็มว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ ปางมารวิชัย สูง 6 เมตร ปิดทองทั้งองค์ ประดิษฐานในพระอุโบสถ

พระพุทธนิมิตฯ พระประธานทรงเครื่องปางมารวิชัยองค์ใหญ่ปิดทอง ในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ระหว่างเสาแปดเหลี่ยมสีแดงลายทอง

เครื่องทรงมีครบเกือบทุกส่วน ทั้งมงกุฎ กุณฑล กรองศอ สังวาล ทับทรวง พาหุรัด และทองพระกร พระพุทธรูปแบบนี้สร้างตามเรื่องพระพุทธเจ้าทรงปราบท้าวมหาชมพู กษัตริย์ผู้ถือตัวว่ายิ่งใหญ่

นักประวัติศาสตร์ศิลปะสันนิษฐานว่าองค์พระสร้างหรือบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เพราะหน้าตาใกล้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่วัดไชยวัฒนาราม ซึ่งสร้างในรัชกาลนั้น ต่อมาได้รับการบูรณะอีกครั้งและได้นามที่ใช้ทุกวันนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3

ขนาดหน้าตัก ศิลปวัฒนธรรมลง 4.40 เมตร ayutthaya-history.com ลง 4.50 เมตร

วัสดุขององค์พระ ผู้จัดการออนไลน์และวิกิพีเดียภาษาอังกฤษเขียนว่าหล่อด้วยสำริด วิกิพีเดียภาษาไทยเขียนว่าก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง บทความในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษาอ้างภาพถ่ายราว พ.ศ. 2500 ที่ปูนกะเทาะออกจนเห็นเนื้อสำริดอยู่ข้างใน

พระคันธารราฐ วัดหน้าพระเมรุ พระพุทธรูปศิลาเขียวสมัยทวารวดี

พระคันธารราฐเป็นพระพุทธรูปศิลาเขียวสมัยทวารวดี ประทับนั่งห้อยพระบาทแบบนั่งเก้าอี้ อยู่ในวิหารน้อยข้างพระอุโบสถ องค์พระสูงราว 5.20 เมตร เก่ากว่ากรุงศรีอยุธยาหลายร้อยปี

วิหารน้อยมีอีกชื่อว่าวิหารเขียน พระยาไชยวิชิต (เผือก) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2381 เพื่อประดิษฐานพระองค์นี้โดยเฉพาะ บานประตูเป็นไม้แกะสลัก ผนังข้างในมีจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ลบเลือนไปมากแล้ว

จารึกของพระยาไชยวิชิตเขียนว่าองค์พระอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา ส่วนบันทึกสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าองค์พระมาจากวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแหล่งที่พบพระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดีองค์ใหญ่หลายองค์ วิกิพีเดียอธิบายรวมสองเรื่องไว้ว่า องค์พระอาจอยู่ที่นครปฐมก่อน แล้วย้ายมาวัดมหาธาตุในสมัยอยุธยา

วิกิพีเดียและแนวหน้าเขียนว่าพระพุทธรูปศิลาประทับห้อยพระบาทขนาดใหญ่แบบนี้ พบในไทย 5 องค์ องค์ที่วัดหน้าพระเมรุได้ชื่อว่าสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง วิกิพีเดียเขียนด้วยว่าเดิมองค์พระชำรุด ส่วนพระกรและริ้วจีวรเป็นปูนปั้นที่ซ่อมขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3

วัดหน้าพระเมรุ ขอพรเรื่องอะไร

วัดหน้าพระเมรุขึ้นชื่อเรื่องคุ้มครองและแคล้วคลาด เชื่อกันว่าพระพุทธนิมิตฯ เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่ทำให้ข้าศึกไม่กล้าทำลายวัด ไทยโพสต์และ TrueID เขียนความเชื่อนี้ไว้ตรงกัน

ศิลปวัฒนธรรมเขียนว่ายันต์โสฬสมงคลหน้าพระอุโบสถขึ้นชื่อเรื่องแคล้วคลาด ปลอดภัย และเผาไม่ไหม้

ผู้จัดการออนไลน์เล่าถึงพระพุทธรูปอีกสององค์ในวัดที่คนนิยมไหว้ คือหลวงพ่อขาว พระพุทธรูปปางมารวิชัยบุเงิน ในวิหารด้านหลังพระอุโบสถ กับพระพุทธลีลา พระพุทธรูปนูนต่ำศิลปะลพบุรี ซึ่งว่ากันว่าขอสิ่งใดก็สำเร็จ

วัดหน้าพระเมรุ อยุธยา อยู่ที่ไหนและไปอย่างไร

วัดหน้าพระเมรุอยู่ริมคลองสระบัว ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองทางทิศเหนือ มีคลองคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีสายเก่า) กั้นระหว่างวัดกับพระราชวังโบราณ ทางทิศตะวันตกติดวัดหัสดาวาส ซึ่งเป็นวัดร้าง

จากฝั่งพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ ข้ามสะพานข้ามคลองคูเมืองมาก็ถึงวัด เปิดแผนที่นำทางแล้วค้นชื่อวัดหน้าพระเมรุ หรือ Wat Na Phra Men ได้เลย บางคนเรียกสั้นๆ ว่าวัดพระเมรุ ซึ่งซ้ำกับชื่อวัดพระเมรุที่นครปฐม

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษาเขียนว่าวัดเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

จะไปหลายวัดในวันเดียว ดูเส้นทางไหว้พระ 9 วัดอยุธยาได้ ส่วนประวัติของวัดใหญ่ชัยมงคลกับวัดพนัญเชิงแยกไว้อีกบทความ

เวลาเปิดและค่าเข้าชมวัดหน้าพระเมรุ

เว็บ thaiholidayguide.com และ Wongnai ลงเวลาเปิดของวัดหน้าพระเมรุตรงกันว่า เปิดทุกวัน 08.30 ถึง 17.30 น. แต่ทั้งสองหน้าไม่ได้ลงวันที่อัปเดต

ค่าเข้าชม thaiholidayguide.com ลงว่าผู้ใหญ่ 20 บาท เด็กไม่เสีย และเก็บแยกจากบัตรของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เว็บนี้เขียนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และไม่ได้บอกว่าคนไทยเสียเท่าไร

ตัวเลขพวกนี้ไม่มีประกาศของวัดยืนยัน ควรเช็กกับวัดก่อนไป

สั่งพวงหรีดส่งถึงศาลาวัดกับศาลาหรีดได้ทาง LINE ของร้าน

ภาพวัดในบทความ: ภาพปกพระอุโบสถโดย Supanut Arunoprayote และภาพพระประธานโดย Supanut Arunoprayote ใช้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 ภาพพระอุโบสถด้านข้างโดย Stefan Fussan ใช้สัญญาอนุญาต CC BY-SA 3.0 ทั้งหมดจาก Wikimedia Commons ครอปและปรับขนาดจากต้นฉบับ ภาพปกวางกล่องชื่อบทความทับ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประวัติวัดบึงทองหลาง วัดเก่าย่านลาดพร้าว 101 ที่หลวงปู่พักวางรากฐาน

ประวัติวัดบึงทองหลาง วัดเก่าย่านลาดพร้าว 101 ที่หลวงปู่พักวางรากฐาน

วัดบึงทองหลาง วัดราษฎร์ในซอยลาดพร้าว 101 บางกะปิ เริ่มเป็นสำนักสงฆ์ราว พ.ศ. 2419 หลวงปู่พักวางรากฐาน มีอุโบสถฐานเรือสำเภา การเดินทางและข้อมูลคนไปงานศพ

อ่านต่อ →
ประวัติวัดโสมนัส (วัดโสมนัสราชวรวิหาร) วัดที่รัชกาลที่ 4 สร้างอุทิศแด่พระอัครมเหสี

ประวัติวัดโสมนัส (วัดโสมนัสราชวรวิหาร) วัดที่รัชกาลที่ 4 สร้างอุทิศแด่พระอัครมเหสี

วัดโสมนัส หรือวัดโสมนัสราชวรวิหาร พระอารามหลวงที่รัชกาลที่ 4 สร้างอุทิศแด่พระอัครมเหสี ริมคลองผดุงกรุงเกษม มีเจดีย์ทอง ฌาปนสถานกองทัพบก และข้อมูลคนไปงานศพ

อ่านต่อ →
ประวัติวัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา วัดหลวงในพระราชวังโบราณกับเจดีย์สามองค์

ประวัติวัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา วัดหลวงในพระราชวังโบราณกับเจดีย์สามองค์

วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา วัดหลวงในพระราชวังโบราณ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เจดีย์สามองค์บรรจุพระบรมอัฐิกษัตริย์อยุธยา พร้อมที่ตั้ง ค่าเข้าชม และเวลาเปิด

อ่านต่อ →

ต้องการให้ทีมงานช่วยเลือกพวงหรีด?

แจ้งงบ ชื่อวัด และเวลาที่ต้องการจัดส่ง ทีมงานช่วยแนะนำแบบและประสานงานให้ได้ทาง LINE

ปรึกษาทีมงานทาง LINE